ReadyPlanet.com
dot
dot
dot dot
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletจะสร้างบ้านเริ่มต้นอย่างไร
bulletการเลือกแบบบ้าน
bulletเสาเข็ม และการเลือกใช้?
bulletข้อคิดสำหรับการต่อเติมบ้าน
bulletฉาบปูนอย่างไรไม่ให้บ้านร้าว
bulletคุยกับผู้บริหาร
dot
แบบบ้านมาตรฐาน
dot
bulletTROPICAL STYLE
bulletMODERN STYLE
bulletCONTEMPORARY STYLE
bulletBALI STYLE
dot
สร้างอพาร์ตเม้นท์กับเรา
dot
bulletผลงานอพาร์ตเม้นท์
dot
ลิงค์น่าสนใจ
dot
bulletสมาคมสถาปนิกสยาม
bulletสภาสถาปนิก
bulletสภาวิศวกร
bulletผู้ตรวจสอบอาคาร
bulletหน่วยงานราชการ
bulletสถาบันการเงิน
bulletแบบบ้านจาก Web พันธมิตร
bulletวัดร่มโพธิธรรม
bulletแผนที่สวนปฏิบัติธรรม


งยเดื่หบยร้


ฝันร้ายของการสร้างบ้าน article

 

              แรกเริ่มเดิมที ก่อนที่จะเริ่มสร้างบ้านหลังนี้ ทางเจ้าของบ้านตั้งคอนเซ็พท์ไว้ว่า อยากได้บ้านที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน  จากการแนะนำโดยคนที่รู้จักและการค้นข้อมูลเรื่องบ้านประหยัดพลังงาน  จึงได้แบบบ้านประหยัดพลังงานมา1แบบ จากผู้ออกแบบท่านหนึ่ง   และได้ผู้รับเหมาจากการแนะนำของผู้ออกแบบท่านนั้น  ทางเจ้าของบ้านจึงได้ว่าจ้าง เซ็นสัญญาก่อสร้าง ด้วยวงเงินทั้งสิ้น 4.5 ล้านบาท               เริ่มก่อสร้างเมื่อกลางปี 2548 ระยะเวลาในการก่อสร้างตามสัญญา11เดือน  บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอย 350 ตารางเมตร  3 ห้องนอน  2 ห้องน้ำ  มีชั้นใต้ดินสูงประมาณ 1.65 เพื่อไว้เป็นที่เก็บของ โดยสาเหตุที่มีห้องใต้ดินดังกล่าวเนื่องจาก  บริเวณก่อสร้างเป็นที่ค่อนข้างต่ำ จึงถมดินสูงจากถนนขึ้นมาประมาณ 2 เมตร
ปัญหาในการก่อสร้าง
           
                เนื่องด้วยความไว้ใจในผู้ออกแบบ, ผู้รับเหมาและขาดประสบการณ์เรื่องสร้างบ้าน จึงได้ เซ็นสัญญาก่อสร้างไป โดยที่สัญญามิได้มีบัญชีรายการวัสดุแนบ (BOQ) นับว่าเป็นการตัดสินใจ ที่ผิดพลาดอย่างมาก ซึ่งต่อมาเมื่อทราบราคาวัสดุภายหลังก็ไม่สามารถแก้ไขสัญญานี้ได้แล้ว.... 

……เรื่องรายละเอียดวัสดุที่ยังไม่รวมในสัญญาก่อสร้างมูลค่า 4.5 ล้านบาท นั้นยังไม่รวมวัสดุเหล็กเสริมโครงสร้าง, เหล็กรูปพรรณ, สุขภัณฑ์ ซึ่งระบุว่าเจ้าของบ้านจัดหาเอง  และวัสดุอื่นๆ ซึ่งสั่งทำพิเศษกับบริษัทผู้ออกแบบทั้งสิ้น ได้แก่ วัสดุบานประตู-หน้าต่างกระจกอลูมิเนียมในการก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงานหลังนี้ ซึ่งเป็นกระจกเทมเปอร์ 2 ชั้น รวมหนากว่า 26 มม. ทั้งบ้านรวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท และวัสดุผิวผนังกันความร้อนทั้งชั้นล่าง-บน ที่ต้องสั่งผลิตจากผู้ออกแบบ การก่อสร้างมีทีท่าว่าจะดำเนินการต่อไปด้วยดี ทางผู้ว่าจ้างก็จ่ายเงินค่างวดงานตามที่ผู้รับจ้างกำหนด ระยะเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือนกว่า  ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบมาวันหนึ่งผู้รับเหมาดังกล่าวได้ทิ้งงานไปกลางครัน   เกิดความเดือดร้อนแก่ เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก   ครั้นพอได้สอบถามกับทางผู้ออกแบบก็ได้คำตอบที่ไม่น่าฟังนักโดยผู้ออกแบบโยนภาระความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับผู้รับเหมารายนั้น ทางเจ้าของบ้านเองได้ติดตามทวงถามสักระยะหนึ่งเห็นว่า  คงไม่มีความคืบหน้าแล้ว  จึงตัดปัญหาโดยหาผู้รับเหมาเข้ามาทำต่อเอง   ขณะที่ทำการก่อสร้างเองนั้นก็ได้พบปัญหาในการก่อสร้างอีกมากมาย อาทิเช่น ผู้รับเหมาขาดประสบการณ์ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งวัสดุและเวลาในการทำงาน  โดยทางเจ้าของบ้านเป็นคนซื้อวัสดุก่อสร้างเองทุกอย่าง  เป็นผู้มาควบคุมการทำงานของผู้รับเหมาเองอีกด้วยและจ้างแต่ค่าแรงผู้รับเหมาพียงอย่างเดียว  โดยใช้ เวลาก่อสร้างรวมเกือบ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ 
งานก่อสร้างดังกล่าว หมดค่าใช้จ่ายไปอีกประมาณเกือบ 3 ล้าน  รวมกับที่จ่ายไปช่วงแรก 4.5 ล้าน บาท  เบ็ดเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านเองจ่ายเงินไป ทั้งสิ้นกว่า 7.2 ล้านบาท

 

ปัญหาภายหลังจากการเข้าพักอาศัย

                เรื่องหลักๆ ของบ้านคือ  เรื่องระบบปรับอากาศซึ่งทางผู้ออกแบบได้กำหนดให้ใช้เครื่องปรับอากาศทั้งหลัง (ชั้นบนและชั้นล่าง) จำนวน 2 ตัว  3.5 ตันใช้กับชั้นบนและ  2.5 ตันใช้กับชั้นล่างโดยต้องเปิดเครื่องปรับอากาศทั้ง 2 ตัว ตลอด 24 ชั่วโมง ภายหลังจากการทดสอบเป็นเวลา 1 เดือน ในเดือนแรกเสียค่าไฟฟ้า 14,000 บาท/เดือน  ซึ่งเจ้าของเห็นว่าไม่เป็นการประหยัดพลังงานแต่อย่างไร   ในเดือนที่ 2 จึงได้ทดลองเปิดเครื่องปรับอากาศเพียงเครื่องเดียวปรากฏว่าค่าไฟฟ้าลดลงมาเหลือเพียง 4500 -5000 บาท/ เดือน ในเดือนที่ 2 แต่อากาศภายในตัวบ้านชั้นบนก็ยังไม่เย็นเช่นเดิม  อาจมีสาเหตุมาจากการระบายความร้อนบนบ้านยังไม่ดีพอ (เป็นข้อสันนิฐานของเจ้าของบ้านเอง)   จากนั้นเป็นต้นมาเจ้าของก็ ได้พยายามในทุกๆ วิถีทางในการทำให้บ้านรักษา ความเย็นได้ดีขึ้นสุดท้าย จึงได้ติดเครื่องปรับอากาศทั้ง3 ห้องจำนวน 3 เครื่องในชั้นบน ส่วนชั้นล่างนั้นก็ใช้เครื่องปรับอากาศที่ผู้ออกแบบ ติดตั้งให้จำนวน 1 ตัว  ผ่านไปเป็นเวลา 2 ปีกว่า  เฉลี่ยค่าใช้ไฟฟ้า/เดือนอยู่ที่ประมาณ 4200 บาท/เดือน
อีกเรื่องคือผนังเบากันความร้อนทั้งหลังใส่ฉนวนภายในผนัง 2 ชั้น แต่ผนังทางเข้าของบ้านได้ตัดสินใจ เสริมโครงเหล็กเข้าไป ภายในผนังเพื่อป้องกันขโมย  เนื่องจากผนังเบานั่นสามารถใช้ของมีคมกรีดหรือของแข็งทุบเข้ามาในตัวบ้านได้ จึงได้ทำการเสริมเหล็กเข้าไป ภายในผนังในส่วนที่คิดว่าอาจมีความเสี่ยง  และเจาะผนังเบาในการติดตั้ง เฟอร์นิเจอร์ที่ต้องยึดติดกับผนัง ในการจะติดตั้งทุกครั้งเจ้าของต้องทำการเสริมโครงเหล็กเพื่อทำการเจาะพุกยึด ไว้ เป็น จุด เพื่อให้ สามารถรับน้ำหนักของวัสดุได้ ตามจุดที่จะมีการติดตั้งทั้งหลัง  อาทิ ในเคาน์เตอร์ในห้องครัว , ผนังกั้นอาบในห้องน้ำ แม้กระทั่งจุดแขวนรูปภาพในห้องรับแขก

ข้อคิดจากประสบการณ์นี้
                   1. ถ้าเป็นบ้านที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ เช่นบ้านประหยัดพลังงาน จากเรื่องนี้ หากมิใช่รูปแบบหรือแหล่งข้อมูลของหน่วยงานราชการ หรือสถาบันการศึกษาที่เชื่อถือได้แล้ว ควรมีแหล่งข้อมูลหรือที่ปรึกษาไว้สอบทานความถูกต้องเหมาะสมอย่างน้อย 1 แหล่ง


                   2. การใช้บริการของผู้ออกแบบ ควรจำกัดเฉพาะงานออกแบบ  งานควบคุม หรืองานที่ปรึกษา  การใช้สินค้าหรือบริการอย่างอื่นของผู้ออกแบบอาจก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า Conflict of Interest ยกเว้นงานเฉพาะด้าน เช่นงานจัดสวน  น้ำตก  ส่วนค่าบริการของผู้ออกแบบก็ควรได้รับการสอบทานเปรียบเทียบค่าบริการในมาตรฐานเดียวกัน


                   3. การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง
                       3.1 ควรมีการประมูลหรือมีการเปรียบเทียบราคาในมาตรฐานเดียวกัน
                       3.2 ควรมีประวัติการผ่านงานจากคนรู้จัก (ที่เคยเป็นลูกค้ากันจริงๆ) หรือมีข้อมูลโดยตรงจากคนที่เคยเป็นลูกค้ากันมาแล้ว  หรือ เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่มีชื่อ หรือภาพลักษณ์ที่เขาต้องรักษา


                   4. สัญญาก่อสร้างควรมีเงื่อนไข หรือเอกสารแนบเหล่านี้ประกอบ
                        4.1 บัญชีรายการวัสดุ และ ราคาก่อสร้าง (Bill of Quantities - BoQ )
                        4.2 บัญชีงานที่ไม่รวมในสัญญา
                        4.3 รายการวัสดุที่ผู้ว่าจ้างเป็นคนจัดหา (ถ้ามี)
                        4.4 งวดการชำระเงินที่เป็นธรรมต่อทั้ง 2 ฝ่าย
                        4.5 แบบโครงสร้าง / งานสถาปัตยกรรม สำหรับก่อสร้าง
                        4.6 เงื่อนไข การค้ำประกันผลงาน
                        4.7 ระยะเวลาก่อสร้าง และค่าปรับในกรณีล่าช้า

                  5. การซื้อวัสดุเอง  ซึ่งมักจะพ่วงด้วย การจ้างผู้รับเหมาค่าแรง เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง  นอกจาก
                       5.1 ผู้ว่าจ้างมีความรู้เรื่องแบบก่อสร้าง หรือ ประกอบอาชีพในสายงานนี้อยู่แล้ว
                       5.2 ผู้ว่าจ้างประกอบธุรกิจ ซื้อ – ขาย วัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว  สามารถหาวัสดุราคาขายส่งมาใช้ได้  แต่ถ้ามีเพียงเพื่อนหรือคนรู้จักที่จะได้ส่วนลดก็ไม่น่าสนใจ  เพราะไม่คุ้มกับความวุ่นวาย  ความปวดหัว  และเวลาที่เสียไป
                       5.3 ผู้ว่าจ้างมีเวลาอย่างเหลือเฝือ ที่จะมาตรวจสอบควบคุมการใช้งานวัสดุของผู้รับเหมา  และไม่กลัวความขัดแย้ง ความเครียด ระหว่างคุณกับผู้รับเหมาตลอดระยะเวลา 6 – 10 เดือนของงานก่อสร้าง
                       5.4 ผู้ว่าจ้าง มีผู้รับเหมาฝีมือดี ที่จะเสียสละมารับเฉพาะค่าแรงให้  เพราะปกติ ผู้รับเหมาที่มีฝีมือดี มักจะมีงานรับเหมาทั้งค่าของ ค่าแรงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว


                  6. ถ้าเป็นไปได้ ควรมีที่ปรึกษา ที่อยู่ในสายงานก่อสร้าง หรืออาจเป็นผู้ออกแบบก็ได้  ไม่ควรปรึกษาคนที่อยู่นอกสายงานก่อสร้าง ( แม้ว่าเขาจะเคยเป็นผู้ว่าจ้างมาแล้วครั้งหนึ่ง ) เพราะคนที่ไม่รู้จริงจะมีความกลัวและกังวลมากกว่าปกติ  ดังนั้นคำแนะนะจะออกไปทางสุดโต่ง สร้างปัญหาและบรรยากาศในการทำงานมากขึ้น  อย่างไรก็ตามผู้ที่จะตัดสินใจก็คือเรา ที่ได้ฟังความเห็นทั้ง สองด้านอย่างไม่มี อัคคติ


                  7. การทิ้งงานของผู้รับเหมารายนี้  ถ้าไม่มีเหตุผลพิเศษอื่นใด  น่าจะมาจากการได้รับเงินเกินงาน   และเห็นว่าค่าจ้างที่เหลืออยู่ไม่พอกับการทำงานที่เหลืออยู่ให้เสร็จได้  หรือประเมินแล้วว่า  เจ้าของคงไม่สามารถรับเงื่อนไขงานเพิ่มที่เป็นมูลค่าอีกมาก เพื่อทำให้งานเสร็จ

 

 




บทความทั่วไป

มหกรรมบ้านฯครั้งที่18 แคมเปญไม่แรงอย่างที่คิด article
ทิ้งทวนก่อนปรับราคา
มันเกิดขึ้นจริง article
บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 51-54 article
จัดใหญ่ "รับสร้างบ้าน 2008" ประเดิมอีเวนต์กระตุ้นขาช็อป มี.ค.51 article
ของขึ้นอีกแล้ว article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
20 ประชานิเวศน์ 3 ซอย 14/8 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทร. 02-952-8355, 02-591-0459, 02-580-8376 โทรสาร. 02-952-9217